ซื้อขายแลกเปลี่ยนรถยนต์มือสอง

Month: November 2020

สรุปหัวข้อสำคัญจาก คุณรวิศ เรื่อง Future of work รวมทั้งความชำนาญที่จะต้องมีถ้าหากอยากรอดจากการผลัดเปลี่ยนของ AI

งานประชุมสัมมนา TMA Thailand Management Day 2019 ภายใต้แนวความคิด GROWTH: Building Capabilities for the Future คราวนี้ TMA ได้เชิญชวนสปีกเกอร์ชั้นแนวหน้าจากต่างประเทศรวมทั้งในประเทศมากไม่น้อยเลยทีเดียว หนึ่งในนี้คือ คุณรวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด ที่ได้มาร่วมแชร์ประสบการณ์การจัดการปัญหาเกี่ยวกับเจ้าหน้าทีในหน่วยงาน อีกทั้งในทางของวิสัยทัศน์ ทัศนคติรวมทั้งยุทธวิธี เพื่อนำองค์กรหรือหน่วยงานก้าวสู่วัฒนธรรมแห่งนวัตกรรม

เมื่อระบบอัตโนมัติสามารถปฏิบัติงานที่สลับซับซ้อนได้มากขึ้นเรื่อย ๆ องค์กรหรือหน่วยงานจะทำการจัดแจงบุคลากรสำหรับเพื่อการต่อกรกับแนวโน้มดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นได้เช่นไร? คุณรวิศให้คำแนะนำสำหรับการต่อกรกับความท้าทายดังที่กล่าวถึงแล้วในการพัฒนาความสามารถที่สำคัญ มีด้วยกัน 3 ระดับ ดังต่อไปนี้ (เรียงลำดับความสลับซับซ้อนจากน้อยไปมาก )

Hard skill and Knowledge:ความชำนาญซึ่งสามารถศึกษาหรือทำความเข้าใจได้ โดยความถนัดเฉพาะนี้จะแปรไปตามอาชีพ ได้แก่ Software development, Design, Product management, Big data analysis, Agile methodologies แล้วก็รวมทั้ง Lean management practices

Human/ Soft Skill:ความชำนาญที่มีความสลับซับซ้อน ทั้งยัง สิ่งที่มีความต้องการของความสามารถนี้จะเพิ่มสูงมากขึ้นเรื่อย ๆอาทิเช่นCreativity, Critical thinking and Problem solving, Social Intelligence, Communication and influence

Meta skill:ทักษะความชำนาญพวกนี้จะมีความซับซ้อนมากขึ้นไปอีก ได้แก่ Growth mindset, Life-long learning aspiration, Self direction, Comfort with change, Uncertainty

ภูมิทัศน์ของงานในปี 2022 ท่ามกลางกระแส disruption

  1. ในอนาคตจะมีอาชีพใหม่มากขึ้น

ภายในปี 2022 จะมีอาชีพกว่า 75 ล้านตำแหน่งหายไป ช่วงเวลาเดียวกันก็จะมีอีก 133 ล้านตำแหน่งเพิ่มขึ้นมา ดังนี้ อาชีพใหม่จะเพิ่มอย่างเป็นจริงเป็นจังขึ้นเหตุเพราะการพัฒนาเทคโนโลยี อย่าง นักวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysts) นักพัฒนาซอฟต์แวร์โปรแกรมคอมพิวเตอร์รวมทั้งแอปพลิเคชัน (Software, Applications Developers) ด้านอีคอมเมิร์ช (E-Commerce) รวมทั้งผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านโซเชียลเน็ตเวิร์คเครือข่ายสังคม} (Social Media Specialist)

แม้กระนั้น ยังมีการคาดว่างานที่จำเป็นต้องใช้ความสามารถการมีความเกี่ยวข้องกับมนุษย์จะยังมีการเติบโตอยู่ ดังเช่นว่า พนักงานที่ทำหน้าที่ด้านการบริการลูกค้า ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการขาย ผู้ที่ทำการฝึกอบรมพัฒนาบุคคลากรรวมทั้งวัฒนธรรมในหน่วยงานไปจนกระทั่งผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาหน่วยงานรวมทั้งผู้จัดการนวัตกรรม

คุณรวิศเสริมว่า คนโดยส่วนใหญ่ชอบมีความคิดว่างานที่หายไปเพราะเหตุว่าการเข้ามาแทนที่ของระบบอัตโนมัตินั่นเป็นงานที่จำเป็นต้องใช้แรงงานหรือ Blue collar แม้กระนั้นจากรายงาน จะมองเห็นได้ว่ามีพนักงานประจำ หรือ White collar ก็ได้รับผลพวงมากไม่น้อยเลยทีเดียวเช่นเดียวกันอย่าง Accounting, Bookkeeping, Playroll Clerks, Accountant, Auditors แม้กระนั้นสิ่งที่น่าดึงดูดก็คือ ความสามารถในงานพวกนี้มีความใกล้เคียงกับความสามารถหรือความชำนาญที่ใหม่ที่มากขึ้นในอาชีพกำเนิดใหม่ (ตามภาพ) บุคลากรเพียงแต่จำเป็นต้องกระทำการ reskill ความสามารถหรือความชำนาญใหม่ๆที่เพิ่มมากขึ้นเพียงแค่นั้น

 

2.การแบ่งงานระหว่างมนุษย์ เครื่องจักร แล้วก็อัลกอริทึม กำลังแปรไปอย่างรวดเร็ว

มีคาดหมายว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในทางของปริมาณชั่วโมงการทำงานโดยรวมระหว่างมนุษย์ เครื่องจักรรวมทั้งอัลกอริทึมอย่างเป็นจริงเป็นจัง ในปี 2018 ใช้คนทำงาน 71% แม้กระนั้นใช้หุ่นยนต์ 29%
ภายในปี 2022 คาดว่าค่าเฉลี่ยนี้จะกลายเป็นชั่วโมงลักษณะการทำงานของมนุษย์ 58% รวมทั้งโดยเครื่องจักร 42%
จุดตัดที่สำคัญเป็นในปี 2025 พวกเราจะปฏิบัติงานต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ ที่นี้พวกเราบางครั้งก็อาจจะจำเป็นต้องมานั่งคิดแล้วว่า พวกเราจะมีวันหยุดเพิ่มในวันไหนดี

3.เมื่อมีงานใหม่ก็ปรารถนาความสามารถหรือความชำนาญใหม่

ด้านในปี 2020 ทักษะที่จำเป็นจะต้องสำหรับในการดำเนินการปฏิบัติการโดยมากจะแปรไปอย่างยิ่ง ค่าเฉลี่ย“ความยั่งยืนมั่นคงและความมั่นคงยั่งยืนทักษะ”ทั่วทั้งโลก รูปร่างของทักษะสำคัญๆที่จำเป็นจะต้องต่อการกระทำงานที่จะยังคงดังเดิม ซึ่งคาดว่าจะมี 58% ที่เหลืออีก 42% จำเป็นที่จะต้องทำ reskill ใหม่

4.ด้วยเหตุผลดังกล่าว ในอนาคตพวกเราทุกคนควรจะเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีพ

ในตอนปี 2022 พวกเราควรจะมีวันสำหรับเพื่อการทำความเข้าใจของใหม่ๆถึง 101 ต่อปี แน่นอนว่าพวกเราไม่สามารถที่จะออกมาทำความเข้าใจได้อย่างเต็มเปี่ยมทั้งหมดทั้งปวง ด้วยเหตุดังกล่าวแนวทางในการศึกษาเรียนรู้ควรต้องถูกร้อยเรียงเข้าไปอยู่ใน core thinking ของหน่วยงาน
พวกเรากำลังพบเจอช่องว่างทักษะที่เกิดขึ้นใหม่ ก่อให้เกิดผลเสียทั้งยังในกลุ่มบุคลากรรวมทั้งในกรุ๊ปหัวหน้าระดับที่ถือว่าสูง ถ้าเกิดหน่วยงานไม่กระทำการแก้วิกฤว่ากล่าวนี้ อุปสรรคในการเปลี่ยนของหน่วยงาน ซึ่งการวางเป้าหมายกำลังการฝึกอบรมแล้วก็การ reskill บุคลากร จะเป็นแนวทางที่ครอบคลุมที่สุด ทั้งยังยังเป็นกุญแจสำคัญสำหรับเพื่อการจัดแจงกับแนวโน้มดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นได้

ในอนาคตพวกเราควรจะมีวันสำหรับเพื่อการทำความเข้าใจสิ่งใหม่ๆถึง 101ต่อปี ด้วยเหตุดังกล่าวหน่วยงานควรต้องนำแนวทางการเรียนรู้ร้อยเรียงให้เข้าไปอยู่ใน core thinking ขององค์กรให้ได้

แล้วองค์กรจะนำการเรียนรู้เข้าไปอยู่ใน way of life ของบุคลากรได้เช่นไร?

  • ฟังคุณรวิศ หาญอุตสาหะ กล่าวถึงการจัดการคนภายในยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง

คุณรวิศย้ำว่า สิ่งใดก็ตามที่ AI สามารถพัฒนาต่อไปได้กระทั่งเชี่ยวชาญ มนุษย์ไม่สมควรประมือกับมันเนื่องจากว่า AI สามารถทำความเข้าใจได้อย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งยังทำความเข้าใจแบบ Collective learning เป็นเมื่อมีชุดข้อมูลใหม่ๆถูกส่งเข้าไปในระบบคลาวด์ AI ก็จะสามารถทำความเข้าใจได้หมดทุกตัว แม้กระนั้นขั้นตอนการถ่ายทอดความรู้ของผู้คนทำเป็นเพียงแต่ส่งต่อวิชาความรู้ระหว่างกันเพียงแค่นั้น ด้วยเหตุดังกล่าว สิ่งที่พวกเราควรจุดโฟกัสในการพัฒนาคนก็คือการพัฒนาความชำนาญที่ AI ยังทำไม่ได้ โดยคุณรวิศได้หยิบจับ 7 ทักษะความสามารถสำคัญที่มนุษย์ควรทำปรับปรุงจาก Harvard Business Review มาเล่าให้ฟัง ดังต่อไปนี้

7 ทักษะความสามารถสำคัญที่จะผิดระบบอัตโนมัติเข้ามาแทนที่

1.ด้านการติดต่อสื่อสาร (Communication):ความชำนาญการติดต่อสื่อสารเป็นเรื่องสำคัญสำหรับในการเย้ายวนใจความพอใจของมนุษย์และก็หว่านล้อมให้คนประพฤติตามสิ่งที่ผู้ส่งสารปรารถนา ต้นแบบการติดต่อสื่อสารเบื้องต้นที่สุดเป็นความรู้ความเข้าใจสำหรับการปั้นเรื่องราวให้น่าดึงดูด
2. ด้านการผลิตคอนเทนต์ (Content): หน่วยงานต้องกระทำสอนบุคลากรให้สามารถทำคอนเทนต์ได้อย่างแกร่ง
3. ด้านการรู้เรื่องในบริบท (Context): เพราะว่าระบบอัตโนมัติชอบขาดความรู้ความเข้าใจสำหรับการเข้าบริบท เมื่อบุคลากรมีความรู้ความเข้าใจบริบททั้งยังต้นแบบธุรกิจ การแข่งขันชิงชัย ก็จะสามารถเอาไปใช้ได้อย่างกำเนิดผลดีเยอะขึ้นเรื่อยๆ ชี้ให้เห็นว่า มีความรู้และมีความเข้าใจเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของธุรกิจ ซึ่งเกิดเรื่องยากมากมายที่แม้กระทั้ง AI ที่เก่งที่สุดก็ทำไม่ได้
4. ความรู้ความเข้าใจทางด้านอารมณ์ (Emotional competence): แม้กระทั้ง AI ระดับสูงในเวลานี้อย่าง Alexa ของ Amazon ก็ยังอยู่ในขั้นเริ่มในการพัฒนาความรู้ความเข้าใจสำหรับในการรู้เรื่องอารมณ์ของผู้คน โดยระดับรากฐานของความรู้ความเข้าใจทางอารมณ์ ก็คือความรู้ความเข้าใจสำหรับการรับทราบอารมณ์ทั้งยังในบริบทของการวิเคราะห์รวมทั้งพฤติกรรม
5. ด้านการสอน (Teaching): จะมองเห็นได้ว่าเทคโนโลยีมีหน้าที่สำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาประสิทธิภาพรวมทั้งการช่วยให้คนสามารถเข้าถึงการเรียน แต่ว่าแม้ว่าจะมีหลักสูตรออนไลน์เกิดมากมาย อย่างไรก็แล้วแต่ในหน่วยงานก็ยังอยากได้คนในที่มีความรู้สำหรับการสอนคนอื่นๆ เนื่องจากพวกเขาจะมีความรู้และความเข้าใจบริบทของการพัฒนาบุคคลภายในหน่วยงานมากยิ่งกว่า
6. ด้านการเชื่อมสโมสรกับคนอื่นๆ (Connection): คนที่มีความเกี่ยวข้องกับคนอื่นอย่างเหนียวแน่น และก็มีกรุ๊ปโครงข่ายทางด้านสังคมจะสามารถช่วยหน่วยงานได้เป็นอย่างมาก
7. ด้านเข็มทิศทางศีลธรรม (An ethical compass): เมื่อ AI มีความเข้าใจมากยิ่งขึ้น ก็เลยเป็นความจำเป็นจะต้องที่ประธานจำเป็นต้องตระหนักถึงจุดสำคัญของจรรยาบรรณ แล้วก็ความรู้ความเข้าใจสำหรับการวินิจฉัยทางด้านศีลธรรม เพื่อการปรับใช้ AI ด้วยเหมือนกัน

Oh my venus

Oh my venus เป็นเรื่องราวของหญิงชายคู่หนึ่งที่เค้าได้ไปเจอกันโดยบังเอิญ….

นางเอกเมื่อตอนยังสาวๆเรียนอยู่มัธยมปลาย นางฮอตมากสวยที่สุดในโรงเรียนเลยก็ว่า เค้ามีฉายาที่ว่า เจ้าหญิงแห่งวีนัส ผู้ชายในโรงเรียนต่างก็หลงใหลในความสวยใสน่ารักของเธอ เดินผ่านใครก็ต้องเป็นชายตาเหลียวมองกันทั้งนั้น ชายหนุ่มในโรงเรียนต่างก็เอาใจเธอเป็นพิเศษ ยอมเป็นทาสรับใช้ นางเอกแทบจะไม่ต้องทำอะไรเลยด้วยซ้ำเพราะผู้ชายทั้งโรงเรียนต่างก็ยอมพลีกายให้เธอ อยู่มาวันหนึ่งเธอได้ไปเจอกับชายหนุ่มที่มีหน้าตา หล่อ ดูดี แถมยังเป็นนักว่ายน้ำทีมชาติอีกด้วย ชายหนุ่มคนนี้ก็ไม่ต่างจากคนอื่นที่หลงใหลความสวยของเธอจนกระทั่งวันหนึ่งชายหนุ่มไปแข่งว่ายน้ำจนได้รางวัลเหรียญทองแล้วนำรางวัลมาให้นางเอกแล้วขอนางเอกเป็นแฟน นางเอกก็มีใจให้กับชายหนุ่มคนนั้นไม่น้อย จึงตกลงเป็นแฟนกัน เขาทั้งคู่ต่างก็เป็นรักแรกของกันและกัน…

จนเวลาผ่านไปหลายปีเมื่อเขาโตขึ้นต่างก็ทำงานกัน นางเอกมีอาชีพเป็นทนายความ ส่วนแฟนของเธอก็นักธุกิจในบริษัทแห่งหนึ่ง แต่ที่เปลี่ยนมากกว่านั้นคือนางเอกเธอไม่ได้สวยหุ่นดีเหมือนสมัยสาวๆ เธอ…อ้วนขึ้นอย่างมาก และไม่ค่อยได้ดูแลตัวเองเลย ส่วนแฟนเค้ายังดูดีเหมือนเช่นเคย วันนึงเมื่อถึงวันครบของทั้งคู่ เค้านัดเจอกันแต่ความประสงค์ของแต่ฝ่ายแตกต่างกัน นางเอกหวังว่าแฟนของเค้าจะมาขอแต่งงานเพราะเค้าคบกันมาเป็นเวลา 15 ปีนานพอที่ฝ่ายชายจะต้องขอเค้าแต่งงานแต่ต่างกับฝ่ายชายที่เค้ามา…ขอเลิก พอเมื่อทั้งคู่ได้เจอกันกินข้าวกัน แฟนของเค้าก็พาไปส่งบ้านพร้อมยื่นกล่องให้กล่องนึงซึ่งนางเอกคิดว่านั่นคงเป็นแหวนที่ขอนางแต่งงาน แต่

พอเปิดมากับพบว่านั่นคือแหวนที่ผู้ชายขอนางเอกเป็นแฟนครั้งแรก และนั่นคือแหวนที่ผู้ชายเอามาคืนนางเอก นางเอกอึ้งไปสักพักแล้วก็เปิดประตูรถและเดินหนีไปพร้อมกับขว้างแหวนคือใส่ผู้ชาย เค้าเสียใจหนักมาก แต่เค้าก็คงต้องเดินหน้าต่อ นางเอกก็เดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศ แต่การไปต่างประเทศครั้งนี้ไม่ได้แค่เป็นการไปทำงานเฉยเพราะเค้าได้เจอกับพระเอกที่นี่ พระเอกมีอาชีพเป็นโค้ชลับของนักกีฬาคนหนึ่งที่มีอาชีพเป็นนักมวยใช้ชีวิตอยู่กัน3คนเหมือนพี่น้องและครอบครัว เมื่อพวกเค้าต้องเดินทางกลับมาที่เกาหลี เค้าได้เดินทางกลับมาไฟต์เดียวกับนางเอก ทำให้เค้าได้เจอกันครั้งแรก แต่เจอกันด้วยวิธีนี้….

นางเอกค่อนข้างที่จะมีน้ำหนักมาก และเธอก็ไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองทำให้เธอต้องคอยใส่ที่พัดพุงอยู่เสมอ  นั่นคือสาเหตุที่ทำให้เธอเกิดอาการช้อคบนเครื่องบินและพระเอกค่อนข้างที่จะมีความรู้ในการปฐมพยาบาล พระเอกได้ดูแลนางเอกจนถึงเกาหลีและลงเครื่อง นางเอกได้ถูกส่งตัวไปโรงพยาบาททันทีเมื่อเครื่องลง พระเอกก็คอยตามไปปฐมพยาบาลให้ จนนางเอกเริ่มหายดี พระเอกก็กำลังจะกลับบ้านของเขา แต่นางเอกเธอหนีออกจากโรงพยาบาลออกมา และคืนนั้นฝนก็ตกหนัก เธอเดินเปียกไปทั้งตัว พระเอกเห็นจึงรับขึ้นรถแล้วไปส่งเธอที่บ้าน เมื่อถึงบ้านนางเอกกับไม่เข้าบ้านเธอพยายามที่จะไปหาแฟนเก่าของเขาแต่เขากับพบว่าแฟนเก่าของอยู่กับผู้หญิงคนอื่นและผู้หญิงคนนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นเพื่อนเก่าของเธอสมัยเด็กที่รักมากและผู้หญิงคนนั้นก็เป็นหัวหน้างานของเธออีกด้วยแต่ในทางกลับกันที่สมัยก่อนนากเอกทั้งสวยขาวหุ่นดีเพื่อนของเธอกัยอ้วนมากซึ่งตอนนี้เธอกับอ้วนและเพื่อของเธอกับสวยหุ่นดี มีหลายๆเหตุการณ์ที่นางเอกเป็นตัวตลกในสายตาของเขาทั้งคู่แต่ก็มีพระเอกเข้ามาช่วยแก้ปัญหาพาะหน้าได้ทุกครั้ง จนกระทั่งวันนึงนากเอกไปรู้ความลับของพระเอกเข้าว่าเป็นโค้ชชื่อดังจึงไปขอให้พระเอกช่วยเขาลดน้ำหนัก พระเอกปฏิเสธไม่ได้

เพราะนางเอกมีข้อแลกเปลี่ยนคือจะไม่บอกความลับนี้กับใคร พระเอกจึงยอมช่วยแบบไม่เต็มใจ พวกเขาช่วยนางเอกลดน้ำหนักแต่นางเอกก็น้ำหนักไม่ลงสักที จนวันนึงพระเอกดันไปเหฌนเหตุการณ์ที่ทำให้เค้าสงสารนางเอกอย่างมากจึงตัดสินใจช่วยลดอย่าวจริงจังนั่นคือเหตุการณ์ที่ทำให้นางเอกรู้ว่าเขาป่วยเป็นโรคไทรอยด์เป็นพิษนั่นคือสาเหตุที่ทำให้เค้าอ้วนและลดไม่ลงสักที พระเอกเลยเข้ามาจัดการทุกสิ่งอย่างในชีวิตของนากเอกด้วยการบอกว่า ร่างกายของคุณเป็นของผมตั้งแต่วินาทีนี้ไป พวกเขาช่วยนางเอกลดน้ำหนักจนทำให้เขาเริ่มหวั่นไหวต่อกันด้วยความใกล้ชิด ลดจนนางเอกกลับมาสวยอีกครั้งจนทำให้เค้าทั้งคู่รักกัน จนเป็นแฟนกันในที่สุด

ความเฉยชากับชีวิต


“ก็ยังอยู่ได้ แต่ถ้าจะตายก็ไม่มีปัญหาหรอกนะ”

“พยายามจะมีชีวิตอยู่ แต่ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นก็ไม่ห้ามหรอก แถมยังยินดีด้วย”

ความคิดเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของคนที่มีสภาวะ Passive Death Wish หรือ Passive Suicidal Ideation

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้เห็นการกล่าวถึงสภาวะ Passive Death Wish ค่อนข้างมาก ทำให้ผมได้มีโอกาสไปศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับสภาวะนี้ 

จากการศึกษาของ Brown ได้กล่าวว่ามันคือสภาวะที่มีการต่อสู้กันภายในใจระหว่างความต้องการที่จะอยู่ และความต้องการที่จะตายความเฉยชากับชีวิต..

            Shirley J. Davis ได้อธิบายถึงสภาวะนี้อย่างง่าย ๆ ว่า คือสภาวะที่ถ้าหากว่าตายระหว่างตอนหลับไปเลยก็โอเคนะ หรือถ้ารถกำลังจะพุ่งมาฉันก็คงอาจจะไม่ต้องหลบมันก็ได้     Passive Death Wish คือสภาวะที่ การที่เรามีความปราถนา(desire)ที่จะตาย แต่ไม่ได้มีความตั้งใจที่จะลงมือทำจริง ๆ โดยเป็นสภาวะที่รู้สึกว่าการอยู่นั้นทรมาน แต่ตัวเองยังรับมือได้อยู่ จึงทำให้เหมือนว่าทุกอย่างมันโอเค แต่ถ้ามีเหตุการณ์ที่ทำให้ตัวเองต้องตายก็ยินดีไปกับมัน

จากคำกล่าวเบื้องต้น หลาย ๆ คนอาจจะมองว่ามันเป็นเรื่องปกติ และอาจจะไม่ได้ทำให้มีปัญหา หรืออันตรายมากเท่าไหร่ เพราะว่าก็ไม่ได้มีแสดงออกหรือการวางแผนที่แน่ชัดว่าอยากจะจบชีวิตตนเอง หรือฆ่าตัวตายเลย
สำหรับเราคือความคิดนี้มันหายขาดได้ แต่มันอาจจะยาก คือ มันกลับมาหาเราเรื่อย ๆ แหละ แต่เราก็เรียนรู้ที่จะจัดการมัน Manage ได้ ซึ่งไม่ได้หมายถึงการพยายามบังคับตัวเองให้คิดบวก หรือ “เอ้า! วันนี้เราจะวิ่งออกไปรับ Positive Vibes!” แบบนั้นเป็นการกลบเกลื่อนความทุกข์ โดยไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ

             แต่เราเลือกที่จะยอมรับว่า ตัวเราก็เป็นแบบนี้แหละ และเมื่อความซึมเศร้า ความกังวล ความกดดันต่าง ๆ มาเยือน ก็ต้องรู้ทันความคิดตัวเอง พร้อมทักทายมันแบบ Hello darkness, my old friend. ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ แล้วก็หัวเราะใส่มัน

แต่การศึกษาของ Baca-Garcia ได้ระบุว่า การมีสภาวะ Passive Death Wish นั้นเป็นหนึ่งในตัวบ่งบอกว่าจะสามารถทำให้เกิดพฤติกรรมการฆ่าตัวตายได้เช่นเดียวกันหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดสภาวะนี้คือ การที่บุคคลรับรู้ว่าคุณค่าของตัวเองที่มีอยู่บนโลกใบนี้ไม่ค่อยมีคุณค่าเท่าไหร่นัก ทำให้รู้สึกว่าการมีตัวตนอยู่บนโลก หรือการมีชีวิตอยู่ไม่ได้จำเป็นอะไรมากมาย การที่ตนเองหายไป ก็อาจจะไม่ได้เป็นที่ๆน่าจดจำขนาดนั้น ไม่ได้มีใครรับรู้ว่ามีตัวเราอยู่บนโลกใบนี้อยู่แล้ว และการอยู่ค่อนข้างจะเหนื่อยและทรมาน ไม่ได้เกิดคุณค่าอะไร และการหายไปก็คงจะไม่มีใครนึกถึงมากเท่าไหร่ ในการหลีกเลี่ยง หรือ บรรเทาสภาวะนี้ผมได้ถึงเอาส่วนหนึ่งของบทความของ Shirley J. Davis มาเรียบเรียงดังนี้ จริงอยู่ที่ชีวิตมันยาก มันไม่ยุติธรรม มันไม่แฟร์ มันอาจจะจะพังทลายไม่มีชิ้นดี แต่…. ถ้าหากคุณได้รับการช่วยเหลือได้อย่างถูกวิธี คุณจะสามารถหาทางจัดการกับมันเพื่อให้ชีวิตได้เดินทางได้ราบรื่นขึ้น คุณอาจจะคิดว่าโลกใบนี้ไม่จำเป็นต้องมีคุณก็ได้ แต่จริง ๆ บนโลกใบนี้ ไม่มีใครพูดได้เหมือนคุณพูดเอง ยิ้มได้เหมือนคุณ ไม่มีใครสามารถแทนที่คุณได้นะ

             คุณอาจจะคิดว่า โลกใบใหญ่นี้คงไม่ได้ต้องการคุณขนาดนั้น ขาดแค่ที่ว่างจุดเล็ก ๆ ซักหนึ่งที่คงไม่มีใครใส่ใจ แต่ที่ว่างเปล่าที่ขาดคุณเพื่อส่องแสงนั้น ใครจะรู้ อาจจะทำให้เกิดคนหลงทางเพิ่มขึ้นอีกก็ได้นะ.

             สุดท้ายนี้ คนที่มีความคิดนี้อยู่ อยากจะบอกว่า “สวัสดีค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักนะ เราเป็นเหมือนกัน คุณไม่ได้อยู่คนเดียว :)” ถ้าไม่ไหวก็อยากให้ระบายออกมานะ คุณไม่ได้บ้า คุณไม่ได้คิดไปเอง ถ้ารู้สึก มันก็คือความจริง ไม่ต้องรอให้ถึงขั้นสุดถึงจะไปเจอจิตแพทย์ แค่รู้สึกว่าไม่สบายใจอะไร ก็อยากให้คุยกับใครสักคน และวางใจให้เขารับฟังคุณอย่าทิ้งไว้จนกลายเป็นความเฉยชาของชีวิต…

นมข้าวดีกว่านมวัว

            ข้าวนับเป็นอาหารหลักของคนไทยที่ได้รับการยอมรับในเรื่องของความอร่อยและสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งนอกจากคนไทยจะนำข้าวมาหุงรับประทานคู่กับกับข้าวได้แล้ว ยังสามารถนำมันมาแปรรูปให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ทดแทนน้ำนมวัวได้อีกด้วย แม้ว่าคนไทยส่วนใหญ่จะยังคงคุ้นเคยและรับประทานนมวัวกันมาอย่างต่อเนื่อง แต่การรับประทานนมวัวก็มีข้อเสียบางอย่างที่คนส่วนใหญ่มองข้ามไป เพราะเห็นว่าเป็นแหล่งอาหารที่น่าจะมีคุณประโยชน์ที่คุ้มค่ามากกว่า หากเปรียมเทียบส่วนประกอบใน ‘นมวัว’ และ ‘นมข้าว’ ก็ยังพบความแตกต่างกันด้วย โดยในนมข้าวจะมีคาร์โบไฮเดรตสูงกว่า และมีโปรตีนต่ำกว่านมวัว ดังนั้น การดื่มนมข้าวจึงมีผลจะให้ร่างกายย่อยและดูดซึมได้ง่ายกว่า อีกทั้งนมข้าวไม่มีส่วนประกอบของคอเลสเตอรอล เนื่องจากไม่ได้มาจากวัตถุดิบที่เป็นไขมันจากสัตว์ เครื่องดื่มชนิดนี้จึงเหมาะอย่างยิ่งกับคนป่วยโรคหัวใจ หรือผู้ป่วยโรคไขมันในเลือดสูง ซึ่งแม้ว่านมข้าวบางชนิดอาจจะมีส่วนผสมของไขมันอื่นๆบ้าง แต่โดยส่วนใหญ่ก็จะเป็นไขมันจากพืชที่มีอยู่ในปริมาณไม่มาก และเป็นไขมันไม่อิ่มตัวที่ดีต่อสุขภาพมากกว่า ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก ในด้านของการดูดซึมสารอาหารจากนมวัวเข้าสู่ร่างกาย พบว่า มนุษย์เราสามารถดูดซึมโปรตีนได้เพียงแค่ร้อยละ 82 ส่วนอีกร้อยละ 18 จะดูดซึมเข้าสู่ร่างกายไม่ได้ และโปรตีนส่วนนี้จะถูกแบคทีเรียย่อยสลาย จนเกิดเป็น Immune Complex หรือสารก่อภูมิแพ้ตัวใหม่ๆที่อาจทำอันตรายแก่ร่างกายได้ ส่วนประโยชน์ในด้านการบำรุงกระดูก ก็พบว่าในนมวัวจะมีแคลเซียมอยู่ประมาณ 3 ส่วนและฟอสฟอรัส 2 ส่วน การดื่มนมวัวมากกว่า 500 มิลลิลิตร จะส่งผลให้ร่างกายได้รับปริมาณฟอสฟอรัสที่มากเกินจำเป็น ซึ่งฟอสฟอรัสที่มากเกินไปนี้จะกระตุ้นต่อมพาราไทรอยด์ให้หลั่งฮอร์โมนออกมาสลายกระดูก จนเป็นเหตุให้มวลหรือเนื้อกระดูกบางลง หรือทำให้กระดูกไม่แข็งแรงตามอย่างที่ควรจะเป็น แต่ในกรณีของนมข้าวจะไม่พบปัญหาเช่นนี้เนื่องจากมีโปรตีน แคลเซียม และฟอสฟอรัสที่น้อยกว่า แต่เมื่อเรามองลงไปที่โทษของการดื่มนมวัวแล้ว ก็จะพบว่าค่อนข้างอันตรายหากเรารับประทานนมวัวที่ไม่ได้คุณภาพ และดื่มสะสมยาวนานต่อเนื่องหลายสิบปี เนื่องมาจากวัวเป็นสัตว์ที่ง่ายต่อการติดโรค ดังนั้น จึงจำเป็นต้องได้รับยาปฏิชีวนะในปริมาณที่มาก ซึ่งยาปฏิชีวนะนี้มีโอกาสที่จะติดไปกับน้ำนมวัวได้ หากผู้ผลิตไม่ได้มีการคัดกรองวัตถุดิบน้ำนมดิบก่อนการแปรรูปด้วยเครื่องมือมาตรฐาน ก็อาจส่งผลให้เราได้รับอันตรายหากดื่มเครื่องดื่มชนิดนี้เข้าไปมากๆ นอกจากนี้ ในนมวัวยังมีฮอร์โมนที่ใช้สำหรับการเจริญเติบโต หรือ Growth Hormone ซึ่งการที่เราดื่มนมสะสมไปนานๆ ก็มีโอกาสทำให้การเจริญเติบโตผิดแผกไปจากเผ่าพันธุ์เดิมที่เคยเป็นมาได้ อย่างไรก็ตาม การรับประทานนมข้าวก็ยังมีข้อด้อยกว่านมวัวตรงชนิดของกรดอะมิโน โดยกรดอะมิโนที่พบในน้ำนมข้าวจะไม่ครบถ้วนเหมือนในน้ำนมวัว โดยนมข้าวจะขาดกรดอะมิโนสำคัญอย่าง Lysine และ Threonine ไป ทำให้ร่างกายจำเป็นต้องไปหาสารอาหารตัวนี้จากแหล่งอาหารอื่นแทน

เปตรามหานครสีดอกกุหลาบ

               เปตรา (จากภาษากรีก πέτρα แปลว่าหิน ภาษาอารบิก البتراء) คือ นครหินแกะสลักโบราณที่ซ่อนตัวอย่างลึกลับในหุบเขาวาดี มูซา หุบเขาที่ตั้งอยู่ระหว่างทะเลเดดซีกับอ่าวอะกาบาในประเทศจอร์แดน นครนี้แต่เดิมนั้นเป็นนครแห่งการค้าขนาดใหญ่ซึ่งต่อมาถูกละทิ้งเป็นเวลานานกว่า 700 ปี จนเมื่อมีนักสำรวจชาวสวิตเซอร์แลนด์ โยฮันน์ ลุควิก บวร์กฮาร์ท เดินทางผ่านมาพบเห็นเข้าเมื่อปี พ.ศ. 2355 (ค.ศ. 1812) นครเปตราได้รับลงทะเบียนจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ. 2528 โดยกล่าวอธิบายไว้ว่า “เป็นหนึ่งในสิ่งที่ล้ำค่ามากที่สุดของมรดกทางวัฒนธรรมแห่งมวลมนุษยชาติ” (one of the most precious cultural properties of man’s cultural heritage) โดยปัจจุบันสามารถเดินทางเข้าไปโดยอาศัยม้าเท่านั้น

               นครเปตรา (Petra) มหานครศิลาทรายสีชมพูหรือนครสีดอกกุหลาบ เป็นเมืองหินที่แกะสลักอย่างประณีตงดงาม ตั้งอยู่ในเมืองอัมมาน ประเทศจอร์แดน เป็นเสมือนศูนย์กลางแห่งตะวันออกกลาง นครหินแห่งนี้อยู่ในหุบเขาระหว่างทะเลเดดซีกับอ่าวอะกาบา ผู้สร้างนครเปตราคือชาวนาบาเทียน ชนเผ่าที่สกัดผาหินทรายสร้างเป็นบ้านเมือง แต่ก่อนที่นี่เคยเป็นศูนย์กลางการค้าขายยางไม้หอมและกำยานที่สำคัญของโลกตะวันออก การล่มสลายของเมืองเปตราเริ่มตั้งแต่ ค.ศ. 649 เนื่องจากมีการก่อตั้งเมืองใหม่ที่สะดวกสบายและปลอดภัยกว่าหลายเมือง ทำให้นครเปตราเริ่มเสียดุลการค้า โดนรุกราน และไม่มีผู้คนอยู่อาศัยในที่สุด

นอกจากจะเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่แล้ว นครเปตรายังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อ พ.ศ. 2528 และได้รับการกล่าวถึงว่า เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของมวลมนุษยชาติที่ล้ำค่าที่สุดแห่งหนึ่ง นครเปตรามีขนาดใหญ่และกว้างมาก ถ้าใครอยากเที่ยวให้ทั่วอาจต้องใช้เวลาหลายวัน ไฮไลท์ของที่นี่คือมหาวิหารศักดิ์สิทธิ์เอล-คาซเนท์ วิหารแกะสลักบนภูเขาสีชมพูซึ่งสวยงามอย่างมากจนถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง อินเดียน่า โจนส์ ในภาคขุมทรัพย์สุดขอบฟ้าด้วย

ทำหมี่กะทิอุบล หรือหมี่กะทิอิสาน

             หมี่กะทิอุบลหรือหมี่กะทิอีสานนี้ จะนำเส้นไปลวกแล้วคลุกน้ำมันกระเทียมเจียว ราดด้วยน้ำแกงข้นๆ ที่ทำจากพริกแกงเผ็ด วิธีทำก็อย่างเดียวกับการแกงคือ นำหัวกะทิมาผัดกับพริกแกง หอมแดงซอย และหมูสับ ถ้าปัจจัยมากจะใส่กุ้งสับลงไปด้วยก็ยิ่งอร่อย เติมน้ำกะทิแล้วใส่เต้าหู้หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ และถั่วลิสงคั่วป่นหยาบๆ ปรุงรสด้วยเกลือ น้ำตาลปี๊บ และน้ำมะขามเปียก เมื่อทุกอย่างเข้าที่ก็ตีไข่ใส่ลงไปให้น้ำข้นๆ รอให้เดือดอีกครั้งก็เสร็จ นำน้ำแกงมาราดบนเส้นให้ชุ่มๆ กินแนมกับผักสดต่างๆ เช่น ถั่วงอก หัวปลี ยอดมะกอก ผักติ้ว ผักเม็ก ใบบัวบก กะหล่ำปลี และถั่วฝักยาว หากอยากจะเพิ่มรสก็เติมพริกป่นหรือพริกแห้งทอดแล้วบีบมะนาวซีกเสี้ยวลงไปอาหารที่ดูอลังการจานนี้ที่แท้ทำง่ายนิดเดียว เริ่มจากวัตถุดิบและส่วนผสมกันก่อนเลยดีกว่าค่ะ

สิ่งที่ต้องเตรียม

  • เส้นโซเมน (ใช้แทนเส้นเล็ก)
  • หมูบด
  • กะทิ
  • เต้าเจี้ยว
  • ถั่วลิสงคั่วตำพอแหลก
  • ไข่ไก่
  • พริกแกงแดง
  • น้ำตาลทราย
  • น้ำปลา
  • คนอร์รสหมู
  • พริกขี้หนูป่น
  • ถั่วงอก
  • ใบบัวบก

วิธีทำ

  1. เอากะทิใส่หม้อตั้งไฟ (แบ่งไว้คลุกกับเส้นด้วยนะคะ)
  2. ขลกหมูบดกับพริกแกงแดงเต้าเจี้ยวรวมกันแล้วใส่หม้อกะทิคนๆบี้ๆให้หมูกระจายออกไม่จับเป็นก้อน
  3. ปรุงรสด้วยคนอร์รสหมู น้ำปลาน้ำตาลชิมรสให้ออกเค็มหวานตามชอบแล้วใส่ถั่วลิสง ตอกไข่ไก่ตีให้เข้ากันแล้วค่อยๆเทใส่หม้อคน
  4. เอาเส้นลวกพอสุกมาคนกับหัวกะทิที่แบ่งไว้ไม่ให้เส้นติดกัน
  5. เสิร์ฟพร้อมผักสดที่เตรียมไว้

Powered by WordPress & Theme by Anders Norén