Today April 20, 2021

ลงประกาศขายบ้านฟรี

ซื้อขายแลกเปลี่ยนรถยนต์มือสอง

ความเฉยชากับชีวิต


“ก็ยังอยู่ได้ แต่ถ้าจะตายก็ไม่มีปัญหาหรอกนะ”

“พยายามจะมีชีวิตอยู่ แต่ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นก็ไม่ห้ามหรอก แถมยังยินดีด้วย”

ความคิดเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของคนที่มีสภาวะ Passive Death Wish หรือ Passive Suicidal Ideation

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้เห็นการกล่าวถึงสภาวะ Passive Death Wish ค่อนข้างมาก ทำให้ผมได้มีโอกาสไปศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับสภาวะนี้ 

จากการศึกษาของ Brown ได้กล่าวว่ามันคือสภาวะที่มีการต่อสู้กันภายในใจระหว่างความต้องการที่จะอยู่ และความต้องการที่จะตายความเฉยชากับชีวิต..

            Shirley J. Davis ได้อธิบายถึงสภาวะนี้อย่างง่าย ๆ ว่า คือสภาวะที่ถ้าหากว่าตายระหว่างตอนหลับไปเลยก็โอเคนะ หรือถ้ารถกำลังจะพุ่งมาฉันก็คงอาจจะไม่ต้องหลบมันก็ได้     Passive Death Wish คือสภาวะที่ การที่เรามีความปราถนา(desire)ที่จะตาย แต่ไม่ได้มีความตั้งใจที่จะลงมือทำจริง ๆ โดยเป็นสภาวะที่รู้สึกว่าการอยู่นั้นทรมาน แต่ตัวเองยังรับมือได้อยู่ จึงทำให้เหมือนว่าทุกอย่างมันโอเค แต่ถ้ามีเหตุการณ์ที่ทำให้ตัวเองต้องตายก็ยินดีไปกับมัน

จากคำกล่าวเบื้องต้น หลาย ๆ คนอาจจะมองว่ามันเป็นเรื่องปกติ และอาจจะไม่ได้ทำให้มีปัญหา หรืออันตรายมากเท่าไหร่ เพราะว่าก็ไม่ได้มีแสดงออกหรือการวางแผนที่แน่ชัดว่าอยากจะจบชีวิตตนเอง หรือฆ่าตัวตายเลย
สำหรับเราคือความคิดนี้มันหายขาดได้ แต่มันอาจจะยาก คือ มันกลับมาหาเราเรื่อย ๆ แหละ แต่เราก็เรียนรู้ที่จะจัดการมัน Manage ได้ ซึ่งไม่ได้หมายถึงการพยายามบังคับตัวเองให้คิดบวก หรือ “เอ้า! วันนี้เราจะวิ่งออกไปรับ Positive Vibes!” แบบนั้นเป็นการกลบเกลื่อนความทุกข์ โดยไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ

             แต่เราเลือกที่จะยอมรับว่า ตัวเราก็เป็นแบบนี้แหละ และเมื่อความซึมเศร้า ความกังวล ความกดดันต่าง ๆ มาเยือน ก็ต้องรู้ทันความคิดตัวเอง พร้อมทักทายมันแบบ Hello darkness, my old friend. ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ แล้วก็หัวเราะใส่มัน

แต่การศึกษาของ Baca-Garcia ได้ระบุว่า การมีสภาวะ Passive Death Wish นั้นเป็นหนึ่งในตัวบ่งบอกว่าจะสามารถทำให้เกิดพฤติกรรมการฆ่าตัวตายได้เช่นเดียวกันหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดสภาวะนี้คือ การที่บุคคลรับรู้ว่าคุณค่าของตัวเองที่มีอยู่บนโลกใบนี้ไม่ค่อยมีคุณค่าเท่าไหร่นัก ทำให้รู้สึกว่าการมีตัวตนอยู่บนโลก หรือการมีชีวิตอยู่ไม่ได้จำเป็นอะไรมากมาย การที่ตนเองหายไป ก็อาจจะไม่ได้เป็นที่ๆน่าจดจำขนาดนั้น ไม่ได้มีใครรับรู้ว่ามีตัวเราอยู่บนโลกใบนี้อยู่แล้ว และการอยู่ค่อนข้างจะเหนื่อยและทรมาน ไม่ได้เกิดคุณค่าอะไร และการหายไปก็คงจะไม่มีใครนึกถึงมากเท่าไหร่ ในการหลีกเลี่ยง หรือ บรรเทาสภาวะนี้ผมได้ถึงเอาส่วนหนึ่งของบทความของ Shirley J. Davis มาเรียบเรียงดังนี้ จริงอยู่ที่ชีวิตมันยาก มันไม่ยุติธรรม มันไม่แฟร์ มันอาจจะจะพังทลายไม่มีชิ้นดี แต่…. ถ้าหากคุณได้รับการช่วยเหลือได้อย่างถูกวิธี คุณจะสามารถหาทางจัดการกับมันเพื่อให้ชีวิตได้เดินทางได้ราบรื่นขึ้น คุณอาจจะคิดว่าโลกใบนี้ไม่จำเป็นต้องมีคุณก็ได้ แต่จริง ๆ บนโลกใบนี้ ไม่มีใครพูดได้เหมือนคุณพูดเอง ยิ้มได้เหมือนคุณ ไม่มีใครสามารถแทนที่คุณได้นะ

             คุณอาจจะคิดว่า โลกใบใหญ่นี้คงไม่ได้ต้องการคุณขนาดนั้น ขาดแค่ที่ว่างจุดเล็ก ๆ ซักหนึ่งที่คงไม่มีใครใส่ใจ แต่ที่ว่างเปล่าที่ขาดคุณเพื่อส่องแสงนั้น ใครจะรู้ อาจจะทำให้เกิดคนหลงทางเพิ่มขึ้นอีกก็ได้นะ.

             สุดท้ายนี้ คนที่มีความคิดนี้อยู่ อยากจะบอกว่า “สวัสดีค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักนะ เราเป็นเหมือนกัน คุณไม่ได้อยู่คนเดียว :)” ถ้าไม่ไหวก็อยากให้ระบายออกมานะ คุณไม่ได้บ้า คุณไม่ได้คิดไปเอง ถ้ารู้สึก มันก็คือความจริง ไม่ต้องรอให้ถึงขั้นสุดถึงจะไปเจอจิตแพทย์ แค่รู้สึกว่าไม่สบายใจอะไร ก็อยากให้คุยกับใครสักคน และวางใจให้เขารับฟังคุณอย่าทิ้งไว้จนกลายเป็นความเฉยชาของชีวิต…

Marc King

info

Top